การผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิงไม่ใช่แค่เรื่องของการอัปเกรดรูปร่างหน้าตา แต่คือการเปลี่ยนชีวิตใหม่ให้สับและเป็นตัวเองได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่รู้หรือเปล่าว่าหลังออกจากห้องผ่าตัดแล้ว ความท้าทายของจริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น! สำหรับใครที่กำลังเตรียมตัวจะก้าวเข้าสู่วงการตัวแม่ดแบบเต็มตัว ลองมาดูอินไซต์ขั้นตอนการดูแลตัวเองหลังผ่าตัด ที่บอกเลยว่าต้องใช้ความทุ่มเทและวินัยขั้นสุด เพื่อผลลัพธ์ที่เป๊ะปังแบบไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง
Fact ที่หลายคนมองข้าม : ต่อมลูกหมากยังอยู่ ช็อตฟีลแรกที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน คือถึงแม้เราจะทรานส์ฟอร์มเป็นผู้หญิงแล้ว แต่ "ต่อมลูกหมาก" จะยังคงซ่อนอยู่ในร่างกายของเรานะ ถึงแม้ว่าความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ จะลดลงเพราะแหล่งผลิตฮอร์โมนเพศชายหลักๆ อย่างอัณฑะถูกตัดออกไปแล้ว แต่ถ้าวันหนึ่งในอนาคตเราดันมีปัญหาเรื่องการปัสสาวะขึ้นมา คุณหมอก็ยังคงแนะนำให้ตรวจเช็กต่อมลูกหมากอยู่ดี ดังนั้นเรื่องนี้ถือเป็นสิ่งที่ต้องคอยสังเกตและดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่องในระยะยาวเลยทีเดียว
รูทีนตลอดชีวิต การเทคฮอร์โมน
เรื่องต่อมาที่สำคัญไม่แพ้กันคือการเทคฮอร์โมนเพศหญิงที่ต้องกลายเป็นรูทีนไปตลอดชีวิต เพราะเมื่อร่างกายไม่มีอวัยวะที่ผลิตฮอร์โมนเดิมแล้ว เราก็ต้องรับฮอร์โมนทดแทนเพื่อให้ระบบต่างๆ ทำงานได้ตามปกติ แต่จำไว้เลยว่าต้องทานภายใต้การดูแลของคุณหมอเท่านั้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงอย่างอาการตับอักเสบ
นอกจากนี้ การเปลี่ยนถ่ายฮอร์โมนในช่วงแรกอาจทำให้เกิดสภาวะอารมณ์สวิง รู้สึกดาวน์ หรือซึมเศร้าได้ง่าย การมีแก๊งเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัวคอยอยู่เคียงข้างเพื่อซัพพอร์ตจิตใจในช่วงพักฟื้น จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นสุดๆ
ไฮไลต์วัดใจ : การ "แยงโม" (Dilatation)
มาถึงไฮไลต์เด็ดที่วงการนี้เรียกกันว่าการ "แยงโม" หรือการใช้อุปกรณ์ขยายช่องคลอดเพื่อรักษาระดับความลึกและความกว้าง ซึ่งเป็นสกิลที่เราต้องฝึกทำเองให้เป็นและกล้าทำตั้งแต่ตอนนอนพักที่โรงพยาบาล ในช่วง 3 ถึง 6 เดือนแรกหลังผ่าตัดคือช่วงวัดใจที่ต้องขยันแยงโมอย่างสม่ำเสมอ โดยโฟกัสที่ความลึกเป็นหลัก และพอผ่านไปสัก 1 เดือนอาจจะต้องออกแรงดันเพิ่มอีกนิดเพื่อให้ได้ความลึกที่มากกว่าตอนผ่าตัดเสร็จใหม่ๆ เราต้องทำขั้นตอนนี้ไปเรื่อยๆ (อาจจะลดความถี่เหลือแค่วันละครั้งก่อนนอน) จนกว่าจะมีหวานใจและมีกิจกรรมทางเพศเป็นประจำ ถึงจะสามารถบอกลาการแยงโมบ่อยๆได้
<การปรับตัวเรื่อง "การขับถ่าย"
สำหรับการเข้าห้องน้ำปัสสาวะก็ต้องมีการปรับตัวกันชุดใหญ่ ในช่วง 2 สัปดาห์แรกที่โรงพยาบาลคุณหมอจะใส่ท่อปัสสาวะไว้ให้ และจะประเมินให้กลับบ้านได้ก็ต่อเมื่อเราสามารถฉี่เองได้และไม่มีภาวะท่อตีบ ตอนฉี่เองครั้งแรกอาจจะรู้สึกแปลกๆ หรือเจ็บแปร๊บๆ บ้าง และทิศทางของน้ำอาจจะพุ่งไปข้างหน้าเล็กน้อยตามแรงเฉื่อยของท่อฉี่เดิม ซึ่งไม่ได้เป็นความผิดปกติอะไร เพราะเทคนิคการเย็บซ่อนแผลที่ดีของคุณหมอจะช่วยจัดทรงให้ใกล้เคียงกับผู้หญิงได้มากที่สุด
ระยะเวลาการฟื้นตัวและการ "ใช้งานจริง"
ส่วนแผลเนื้อเยื่อที่ปลูกถ่ายจะเริ่มยุบบวมและเข้าที่จริงๆ ต้องใช้เวลาประมาณ 3 เดือน และถ้าจะให้เซฟสุดๆ ควรงดการใช้งานจริงไปก่อนจนกว่าจะครบ 6 เดือนถึง 1 ปี เพื่อป้องกันแผลฉีกขาดข้างใน
ท้ายที่สุดนี้ การผ่าตัดแปลงเพศคือการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่แบบ "ตัดแล้วตัดเลย" ถ้ารีบร้อนหรือเห็นแก่โปรโมชั่นที่ราคาถูกเกินจริงจนได้ผลลัพธ์ที่ใช้งานไม่ได้ มันจะกลายเป็นความรู้สึกไม่ดีไปทั้งชีวิต เพราะร่างกายจะไม่มีเนื้อเยื่อเดิมให้กลับมาแก้ไขได้อีกแล้ว ดังนั้นจงให้เวลากับตัวเองในการศึกษาข้อมูล เลือกสถานพยาบาลที่ปลอดภัยไว้ใจได้ และเตรียมร่างกายจิตใจให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้การเริ่มต้นชีวิตใหม่ครั้งนี้สมบูรณ์แบบที่สุด
PPSI - Your Aesthetic Transformation