1. ซิลิโคนชนิดไหนดีที่สุด ?
ไม่มีซิลิโคนชนิดไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่การเลือกใช้จะขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและความเหมาะสมของคนไข้แต่ละรายเป็นหลัก โดยมีรายละเอียดในการพิจารณาดังนี้
- ซิลิโคนทรงกลมผิวเรียบ จะเหมาะสำหรับคนไข้ที่มีเนื้อหน้าอกเดิมเยอะอยู่แล้ว
- ซิลิโคนผิวหยาบกึ่งละเอียด เหมาะสำหรับคนไข้ที่ผิวบาง โดยปกติคุณหมอจะแนะนำให้ใส่ไว้ใต้กล้ามเนื้อ เพื่อช่วยพรางไม่ให้เห็นขอบของซิลิโคนได้ชัดเจน
2. ถ้ามีเนื้อหน้าอกน้อยสามารถเสริมหน้าอกได้หรือไม่ ?
สามารถเสริมได้ โดยในกรณีที่คนไข้มีเนื้อหน้าอกน้อยมาก ๆ หรือมีผิวบาง คุณหมอจะใช้วิธีวางซิลิโคนไว้ใต้กล้ามเนื้อ เพื่อช่วยพรางไม่ให้เห็นขอบของซิลิโคน นอกจากนี้ สำหรับคนที่มีผิวบาง คุณหมออาจพิจารณาใช้ซิลิโคนชนิดผิวหยาบกึ่งละเอียดร่วมกับการวางใต้กล้ามเนื้อ เพื่อผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุด
3. หลังจากเสริมหน้าอก สามารถใช้งานหน้าอกได้ตามปกติหรือไม่ ?
หลังจากการเสริมหน้าอก คุณสามารถใช้งานหน้าอกได้ตามปกติ แต่แนะนำให้พักฟื้นประมาณ 1 สัปดาห์ และใส่ใส่ซัพพอร์ตบราตลอด 24 ชั่วโมง ในช่วง 1-3 เดือนแรก เพื่อพยุงเต้านมให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม และป้องกันปัญหาเต้านมไหลออกข้างหรือหย่อนคล้อยกว่าเดิม
4. หลังเสริมหน้าอกต้องพักฟื้นนานแค่ไหน ?
หลังจากการเสริมหน้าอก ระยะเวลาในการพักฟื้นจะแบ่งออกตามลักษณะของกิจกรรมที่คุณทำ ดังนี้
- การใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป สามารถเดินได้ตามปกติได้ตั้งแต่วันแรกหลังการผ่าตัด
- การกลับไปทำงาน แนะนำว่าควรพักฟื้นประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนเริ่มกลับไปทำงานจะดีที่สุด
- การใส่ซัพพอร์ตบรา (Support Bra) ถือเป็นส่วนสำคัญของการพักฟื้น โดยคนไข้ต้องใส่ไว้ตลอด 24 ชั่วโมง ต่อเนื่องเป็นเวลา 1-3 เดือน เพื่อช่วยพยุงเต้านมให้อยู่ในตำแหน่งที่คุณหมอต้องการ
5. เสริมหน้าอกแล้วให้นมบุตรได้ไหม ?
สามารถทำได้ตามปกติเนื่องจากไม่กระทบต่อต่อมน้ำนม อย่างไรก็ตาม แนะนำให้เริ่มให้นมหลังผ่าตัดไปแล้ว 6 เดือน และควรทราบว่าในช่วงแรกของการให้นมอาจมีความรู้สึกเจ็บกว่าปกติ
6. อาการหัวนมชาหลังผ่าตัดเกิดจากอะไร และจะกลับมาเป็นปกติได้เมื่อไหร่ ?
อาการหัวนมชาเกิดขึ้นได้ 2 สาเหตุ
- การกระทบกระเทือนของเส้นประสาท ระหว่างการผ่าตัดอาจมีการใช้เครื่องจี้หรืออุปกรณ์ผ่าตัดที่ไปโดนเส้นประสาทบริเวณนั้น
- ท่าทางระหว่างการผ่าตัด การที่คนไข้ต้องนอนในท่ากางแขนนานๆ ระหว่างผ่าตัด ส่งผลให้เส้นประสาทอยู่ในสภาวะนิ่งและไม่มีการขยับเขยื้อน ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดอาการชาในบริเวณดังกล่าวได้ทั้งหมด
อาการชาบริเวณหัวนมเป็นเรื่องชั่วคราว ซึ่งระยะเวลาการฟื้นตัวของเส้นประสาทจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6 เดือน ถึง 1 ปี หรือในบางรายอาจนานถึง 2 ปี
7. การเสริมหน้าอกที่ใหญ่เกินตัวส่งผลเสียระยะยาวอย่างไรบ้าง
การเสริมหน้าอกที่ใช้ซิลิโคนขนาดใหญ่เกินตัวเพื่อให้ได้ทรงที่พุ่งหรือดูเป็น “สายฝอ” ทั้งที่เนื้อหน้าอกเดิมมีน้อย สามารถส่งผลเสียได้หลายประการ ดังนี้
ปัญหาด้านรูปร่างหน้าอก :
- นมแฝด (Symmastia) คือสภาวะที่หน้าอกทั้งสองข้างชิดกันจนไม่มีร่องอก โดยหน้าอกจะมาชนกันตรงกลาง
- นมไหลออกข้าง หน้าอกอาจจะเคลื่อนที่ออกไปทางด้านข้างมากเกินไป
- ความหย่อนคล้อย น้ำหนักของซิลิโคนทื่มากเกินไปจะทำให้หน้าอกหย่อนคล้อยมากกว่าปกติ
- ทรงหน้าอกไม่สวย ทรงเต้านมอาจจะไม่ได้สวยงามอย่างที่ต้องการในระยะยาว
ปัญหาด้านสุขภาพกาย :
อาจมีอาการปวดหลังเกิดขึ้นได้ในบางรายเนื่องจากต้องรับน้ำหนักซิลิโคนที่มากเกินไป
8. ถ้าเอาซิลิโคนออกในอนาคต หน้าอกจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมไหม ?
ในอนาคตหากคนไข้ตัดสินใจนำซิลิโคนออก สภาพหน้าอกจะไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมเหมือนก่อนการผ่าตัดได้ สาเหตุสำคัญมีดังนี้
- เนื้อเยื่อถูกยืดออก เนื้อหน้าอกเดิมได้ถูกยืดออกโดยขนาดของซิลิโคนที่ใส่เข้าไป
- ความไม่เต่งตึง เมื่อนำซิลิโคนที่เป็นตัวพยุงเนื้อเยื่อออก ผิวหนัง และเนื้อเยื่อบริเวณนั้นจะไม่ตึงเหมือนเดิมอย่างในช่วงก่อนที่จะได้รับการผ่าตัด
9. หลังผ่าตัดมีแผลเป็นชัดไหม ดูแลยังไงให้จางเร็ว ?
สำหรับการผ่าตัดเสริมหน้าอก รอยแผลเป็นมักจะไม่ชัดเจน เนื่องจากคุณหมอจะเปิดแผลไว้ที่บริเวณใต้รอยพับของทรงเต้านมอยู่แล้ว ซึ่งหลังจากเสริมไปสักพัก เต้านมจะค่อย ๆ คล้อยลงมาตามธรรมชาติ และช่วยปิดทับรอยแผลเป็นไว้พอดี
วิธีดูแลแผลให้จางเร็ว มีแนวทางปฏิบัติดังนี้ :
- การทายา จะช่วยลดเลือนแผลเป็นได้ ซึ่งคนไข้ควรทายาอย่างต่อเนื่อง โดยแนะนำให้ทาอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี
- การทำเลเซอร์ ในกรณีที่ต้องการให้แผลหายเร็วขึ้นหรือจางลงไวขึ้น สามารถใช้การทำเลเซอร์ควบคู่ไปกับการทายาแผลเป็นได้
- การใส่ชุดกระชับหรือซัพพอร์ตบรา จะช่วยให้แผลด้านในสมานกันได้เร็วขึ้นและแผลหายดีขึ้น
10. การเสริมหน้าอกเจ็บเหมือนรถสิบล้อทับจริงไหม ?
ความเชื่อที่ว่าการเสริมหน้าอกเจ็บเหมือนรถสิบล้อทับนั้น ไม่เป็นความจริง ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ และเทคนิคเฉพาะของทีมแพทย์ที่ PPSI ความปลอดภัย และความสบายใจของคนไข้จะได้รับความสำคัญสูงสุด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าความเจ็บปวดจะอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
แหล่งอ้างอิง :