นวัตกรรมการศัลยกรรมยกกระชับใบหน้าในปัจจุบันมีการพัฒนาไปอย่างมาก เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้รับบริการที่ต้องการผลลัพธ์ที่ดูอ่อนเยาว์และเป็นธรรมชาติ โดยมีเทคนิคหลักที่เป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางคือ เทคนิค SMAS และ เทคนิค Deep Plane Facelift ซึ่งมีรายละเอียดและความแตกต่างดังนี้
1. การยกกระชับใบหน้าเทคนิค SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System)
การดึงหน้าเทคนิค SMAS ถือเป็นมาตรฐานหลักในศัลยกรรมยกกระชับใบหน้า (Face lift) โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุของความหย่อนคล้อย
แนวทางเทคนิค: เป็นการผ่าตัดเพื่อยกกระชับผิวหนังร่วมกับชั้นกล้ามเนื้อส่วนบน (SMAS) ที่อยู่ลึกลงไปใต้ชั้นผิวหนัง ซึ่งเป็นชั้นที่ทำหน้าที่ประคองโครงสร้างใบหน้า เมื่ออายุมากขึ้นชั้นนี้จะหย่อนตัวลง การผ่าตัดจะช่วยดึงชั้นกล้ามเนื้อนี้ให้กลับมาตึงและได้รูป
การเสริมประสิทธิภาพ: ศัลยแพทย์มักแนะนำให้ทำควบคู่กับการเติมไขมัน (Fat Transfer) เพื่อช่วยให้ใบหน้าที่เคยดูซูบตอบกลับมาดูอิ่มเอิบ ซึ่งจะส่งผลให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและเป็นธรรมชาติ
ข้อดี:
- ผลลัพธ์มีความยั่งยืนและอยู่ได้นานกว่าการดึงหน้าในชั้นตื้นเพียงอย่างเดียว
- สามารถแก้ไขความหย่อนคล้อยในระดับลึกได้ดีมาก
- ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล เช่น JCI และการดูแลโดยศัลยแพทย์เฉพาะทาง จะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้ผลลัพธ์ออกมาแม่นยำตามการออกแบบเฉพาะบุคคล
ข้อเสีย/ข้อควรระวัง:
- เป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาในการพักฟื้น
- ต้องดำเนินการโดยศัลยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญสูงเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อเส้นประสาทบนใบหน้า
2. การยกกระชับใบหน้าเทคนิค Deep Plane Facelift
Deep Plane Facelift คือเทคนิคการศัลยกรรมดึงหน้าที่ลงลึกไปถึงชั้นใต้ SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System) โดยศัลยแพทย์จะเลาะผ่านใต้ชั้นกล้ามเนื้อและไขมันของใบหน้า ไม่ใช่แค่การดึงเพียงผิวหนังหรือการเย็บพับชั้น SMAS แบบทั่วไป
ลักษณะเด่นและขั้นตอนของเทคนิค
ลงลึกถึงชั้นโครงสร้าง: แพทย์จะเลาะผ่านชั้น SMAS และไขมันใต้ผิวหนังลึก โดยไม่แยกผิวหนังออกจากชั้นกล้ามเนื้อมากเกินไป
ปลดล็อกพังผืดและเอ็น: ทำการปลดปล่อยจุดยึดเอ็นบริเวณโหนกแก้มและกราม เพื่อให้สามารถเคลื่อนย้ายโครงสร้างเนื้อเยื่อที่หย่อนคล้อยให้กลับมาตึงกระชับได้รูปเดิม
ความเป็นธรรมชาติสูง: เมื่อยกกระชับทั้งแผงเนื้อเยื่อ การขยับใบหน้า รอยยิ้ม หรือการแสดงอารมณ์จึงไม่ดูแข็งตึงหรือผิดธรรมชาติ
ผลลัพธ์คงทนยาวนาน: ช่วยแก้ปัญหาแก้มตก ร่องแก้มลึก และแนวกรามไม่ชัดเจน โดยผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้นานประมาณ 10–15 ปี*
ข้อดี: ให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติสูง แก้ปัญหาร่องแก้มลึก (Nasolabial folds) ร่องมุมปาก (Marionette lines) และแก้มห้อยย้อยได้ตรงจุด แผลเป็นเรียบเนียนเนื่องจากผิวหนังชั้นบนไม่มีแรงตึง
ข้อควรระวัง: เป็นเทคนิคที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูงมาก เนื่องจากบริเวณชั้นลึกใกล้เคียงกับแนวเส้นประสาทควบคุมใบหน้า (Facial Nerve) ศัลยแพทย์จึงต้องมีความเข้าใจในกายวิภาคศาสตร์ใบหน้าอย่างละเอียด
การเลือกเทคนิคที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปัญหาโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคล ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจเลือก เทคนิค SMAS เพื่อการยกกระชับที่ลงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อและให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน หรือสนใจนวัตกรรมการยกกระชับอื่น ๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดเหนือกว่าเทคนิคคือ “ความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ”
สถาบันศัลยกรรมตกแต่งความงามภูเก็ต (PPSI) คือคำตอบที่พร้อมเปลี่ยนคุณเป็นคนใหม่ด้วยความมั่นใจระดับสากล มั่นใจสูงสุดด้วยมาตรฐานความปลอดภัย JCI และแนวคิด The Patient Safety Diamond ที่เป็นหัวใจสำคัญในทุกขั้นตอน ดูแลโดยศัลยแพทย์เฉพาะทางระดับอาจารย์แพทย์ที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี และผ่านการดูแลผู้เข้ารับบริการมาแล้วกว่า 10,000 เคส
เน้นการออกแบบผลลัพธ์ให้สวยงาม ดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ และเหมาะสมกับโครงหน้าของแต่ละบุคคลอย่างแท้จริง ก้าวสู่ตัวคุณในเวอร์ชันที่ดียิ่งขึ้นอย่างปลอดภัยและยั่งยืนไปกับ PPSI