คู่มือเสริมหน้าอกครบจบ: เลือกซิลิโคน ทรงหน้าอก และเทคนิคผ่าตัดให้เหมาะกับคุณ

close-up in a plastic surgery clinic a doctor holds two different implants in his hands

การเลือกใช้ซิลิโคนขึ้นอยู่กับสรีระ รสนิยม และความคาดหวังของคนไข้แต่ละราย เป็นขั้นตอนพื้นฐานที่ต้องพิจารณารอบด้าน โดยศัลยแพทย์จะเป็นผู้ประเมิน และให้คำแนะนำแบบเฉพาะบุคคล

close-up in a plastic surgery clinic a doctor holds two different implants in his hands

ประเภทของซิลิโคน

หากแบ่งตามลักษณะที่นิยมใช้ในการทำศัลยกรรมปัจจุบันที่ PPSI และมาตรฐานสากล เราสามารถจำแนกประเภทของซิลิโคนได้ 3 มุมมองหลัก ๆ ดังนี้

1. แบ่งตามรูปทรง ถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการกำหนดรูปทรงหลังผ่าตัด

ทรงกลม (Round Implants) เป็นทรงที่ใช้เป็นมาตรฐานในปัจจุบัน การกระจายตัวของซิลิโคนเป็นทรงกลมเท่า ๆ กัน

ทรงหยดน้ำ (Teardrop) มีลักษณะเป็นรูปหยดน้ำ ด้านบนแบนกว่าด้านล่าง และป่องสูงบริเวณหัวนม ตำแหน่งนูนจะอยู่ต่ำกว่าทรงกลม

2. แบ่งตามผิวสัมผัส (Texture) มีผลต่อการยึดเกาะของเนื้อเยื่อและการเกิดพังผืด

ผิวเรียบ (Smooth) ผิวสัมผัสนิ่ม เคลื่อนไหวไปมาได้เป็นธรรมชาติคล้ายเนื้อนมจริง แต่มีโอกาสเกิดพังผืดรัดได้มากกว่าผิวทรายเล็กน้อย

ผิวทราย (Textured) ผิวมีความขรุขระเล็กน้อย ช่วยให้ซิลิโคนยึดเกาะกับเนื้อเยื่อได้ดี ลดโอกาสการเคลื่อนผิดตำแหน่งในทางทฤษฏี

3. แบ่งตามวัสดุภายใน (Filler Material)

เจลซิลิโคน (Cohesive Gel) เป็นที่นิยมที่สุดและเป็นมาตฐานในปัจจุบัน เพราะข้างในเป็นเจลที่มีความเกาะตัวสูง แม้ซิลิโคนจะฉีกขาด เจลก็จะไม่ไหลกระจายออกไปนอกถุง

น้ำเกลือ (Saline) ปัจจุบันความนิยมน้อยลง อาจจะเลือกใช้ เฉพาะทางในการผ่าตัดเสรืมสร้างเต้านม เพราะสัมผัสไม่เป็นธรรมชาติเท่าเจล และมีโอกาสรั่วซึมได้ง่ายกว่า

Doctor mammologist examines woman breasts. Correcting the shape of the breast - lift, reduction, reconstruction, augmentation.

ประเภทของการเสริมหน้าอก

ในมุมของเทคนิคการผ่าตัดเสริมหน้าอกเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวย และปลอดภัยที่สุด สามารถแบ่งออกเป็น 3 หมวดใหญ่ ๆ ตามเทคนิคที่ศัลยแพทย์เลือกใช้ ดังนี้

1. แบ่งตามวัสดุที่ใช้เสริม (The Material)

การเสริมด้วยซิลิโคน (Silicone Implants) เป็นวิธีที่นิยมที่สุดทั่วโลก เพราะกำหนดไซส์ได้แม่นยำ ทรงสวยคงที่ และอยู่ได้นานหลายสิบปี

การเสริมด้วยไขมันตัวเอง (Fat Transfer) ดูดไขมันส่วนเกินจากหน้าท้องหรือต้นขามาฉีดที่หน้าอก เหมาะสำหรับคนที่อยากเพิ่มขนาดเพียงเล็กน้อย และต้องการสัมผัสที่เป็นธรรมชาติที่สุดโดยไม่มีสิ่งแปลกปลอม

การเสริมแบบไฮบริด (Hybrid Breast Augmentation) คือการเสริมซิลิโคน+ฉีดไขมันรอบ ๆ เพื่อปิดขอบซิลิโคนหรือเนินอก เหมาะสำหรับคนผอมมากที่กลัวเห็นขอบซิลิโคนชัด

2. แบ่งตามตำแหน่งการวางซิลิโคน (The Placement)

วางซิลิโคนเหนือกล้ามเนื้อ (Subglandular Subfuscial) การวางถุงซิลิโคนไว้ใต้ต่อมน้ำนม แต่อยู่เหนือกล้ามเนื้อหน้าอก (Pectoralis muscle) ความเป็นธรรมชาติในผู้ที่มีเนื้อเต้านมอยู่เดิม และลดการรบกวนกล้ามเนื้อหน้าอก

วางซิลิโคนแบบ Dual Plane เป็นการวางถุงซิลิโคนเป็น 2 ระนาบ คือ ส่วนบนจะอยู่ใต้กล้ามเนื้อ ส่วนล่างจะอยู่เหนือกล้ามเนื้อ ทำให้ครึ่งบนของเต้านมดูธรรมชาติ ขอบไม่ชัด ส่วนครึ่งล่างจะออกมานูนอิ่มเต็มทรง แก้ปัญหาเต้านมห่างหรือหย่อนคล้อยได้ดี

วางซิลิโคนใต้กล้ามเนื้อ (Submuscular)เพื่อลดการเห็นขอบของถุงซิลิโคน แต่ไม่สามารถยึดเนื้อเต้านม ในกรณีที่มีการหย่อนคล้อย และมีอาการปวดหลังผ่าตัดมาก

3. แบ่งตามตำแหน่งแผลผ่าตัด (The Incision)

แผลใต้ราวนม (Inframammary crease) ตำแหน่งแผลใต้ราวนมเป็นที่นิยมสูงปัจจุบัน เพราะเข้าถึงตำแหน่งผ่าตัดได้ง่าย ปลอดภัย สามารถสอดใส่ถุงเข้าจัดวางได้แม่นยำ ลดการปนเปื้อนของแบคทีเรีย ได้รูปทรงสมมาตรเท่ากันทั้งสองข้าง การผ่าตัดทำได้เร็ว เสียเลือดน้อย ฟื้นตัวไว และซ่อนแผลในร่องใต้ฐานราวนมได้เนียนสนิท แถมใช้เป็นทางผ่าตัดสำหรับแก้ไขหรือเปลี่ยนถุงซิลิโคนในอนาคตได้ด้วย

แผลรอบปานนม (Periareolar) การกรีดรอบขอบหัวนมที่ต่อกับผิวอ่อนบริเวณปานนม แผลจะเล็กและกลืนไปกับผิวคล้ำได้ดี ทำแล้วแผลเรียบเนียนแทบไม่เห็นว่าเคยผ่าตัด เหมาะกับราวนมกว้างพอจะสามารถใส่ซิลิโคนได้

แผลใต้รักแร้ (Axillary) แผลบริเวณใต้วงแขนด้านในติดลำตัว เป็นตำแหน่งที่ซ่อนรอยแผลได้ม เหมาะกับสาวที่เป็นแผลเป็นง่าย มีปัญหาสีผิว หรือ ไม่ต้องการมีแผลที่หน้าอก